ข้ามไปเนื้อหาหลัก
หนูรู้!เล่นฟรี

สอบแข่งขัน ควรให้ลูกลงไหม? เหตุผลทั้งสองฝั่ง จากบ้านที่ลงสนามมาหลายปี

ข้อสอบแข่งขันยากแค่ไหน เด็กได้อะไรจากสนามสอบ ใส่พอร์ตได้ไหม และเด็กแบบไหนที่ไม่จำเป็นต้องลง — มุมมองกลาง ๆ จากแม่ที่ติวลูกเองจนลูกได้เป็นผู้แทนประเทศ

คุณแม่ของบ้านหนูรู้ปรับปรุง

ภาพวาดเด็กผู้หญิงยืนหันหลังพิงผนัง ถือเหรียญรางวัล หน้ากระดาษคำตอบที่ได้ 15/30 พร้อมข้อความ "ควรส่งลูกสอบไหม" คำตอบไม่ได้อยู่ที่ลูกเก่งแค่ไหน

ยิ่งลูกโตขึ้น เมื่อมองไปรอบ ๆ ตัว ก็ยิ่งพบผู้ปกครองที่โพสต์เกี่ยวกับผลสอบของลูกจากสนามแข่งต่าง ๆ เหมือนกับว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องไปสอบกัน บ้านที่ไม่เคยส่งลูกลงสนามแข่งนอกโรงเรียนเลยก็อาจจะสับสนว่าตัวเองจะเอาอย่างไรดี บ้างก็ไม่เข้าใจเหตุผลที่คนอื่นส่งลูกไปแข่ง

วันนี้ตั้งใจมาเสนอข้อมูลที่เป็นกลางที่สุด ทั้งเหตุผลที่ ควรสอบ และที่ ไม่จำเป็นต้องสอบ ค่ะ

สรุปสั้น ๆ

  • เริ่มจาก แผน ของครอบครัว และ ตัวลูก ก่อน ไม่ใช่เริ่มจากว่าบ้านอื่นสอบอะไร
  • ข้อสอบแข่งขันยากจริง แต่ส่วนใหญ่แก้ได้ด้วยพื้นฐานที่เด็กมี ที่ขาดคือประสบการณ์เจอโจทย์ที่ต้องคิดหลายชั้น
  • ถ้าสอบเพื่อเทียบกับลูกบ้านอื่น หรือเพื่ออยากเห็นคะแนนเยอะ ๆ — อันนี้ผิดทาง
  • ประถมต้นไม่จำเป็นต้องสอบเลย ถ้าจะสอบ เลือกสนามโจทย์ดี ปีละ 1–2 สนามก็พอ

เริ่มที่ 2 เรื่องนี้ก่อน

1. แผน — คุณพ่อคุณแม่อาจลองสร้างแผน สร้างเป้าหมายให้ลูกไว้คร่าว ๆ แล้วพาลูกดำเนินตามแผนนั้นไปก่อน จนกว่าลูกจะตัดสินใจเองได้ในภายหลังค่ะ ตอนนี้เราจะพอทราบแล้วว่าสนามสอบแข่งขันเป็นส่วนหนึ่งของแผนหรือไม่

2. ตัวลูก — เด็กแต่ละคนไม่เหมือนกันค่ะ มีความถนัดในการเรียนรู้ต่างกัน ตอบสนองต่อสิ่งต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน มีความอยากหรือไม่อยากทำสิ่งต่าง ๆ คุณพ่อคุณแม่จะเข้าใจส่วนนี้ดีที่สุดค่ะ

เมื่อพิจารณา 2 สิ่งนี้แล้ว ค่อย ๆ อ่านมุมอื่น ๆ ต่อนะคะ

ข้อสอบแข่งขัน ยากแค่ไหน

อย่างที่ทราบกันดี ข้อสอบในสนามสอบ ยาก ไม่เหมือนข้อสอบที่โรงเรียน แต่เท่าที่มีประสบการณ์มา ข้อสอบแข่งขันในประเทศไทยออกเกินหลักสูตรน้อยกว่าที่เคยจินตนาการไว้ค่ะ

ยากก็จริง แต่ถ้านั่งหมุนไปหมุนมา บิดไปบิดมา เด็ก ๆ น่าจะทำโจทย์นั้นได้ — จะใช้เวลานานแค่ไหน ทำทันหรือเปล่าเป็นอีกประเด็นหนึ่ง ข้อสอบส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาให้แก้ได้ด้วยพื้นฐานความรู้ที่เด็ก ๆ มีค่ะ

เช่น โจทย์เด็ก ป.3 ข้อหนึ่ง

มีไก่กับแมวรวมกัน 12 ตัว นับขารวมกันได้ 32 ขา มีแมวกี่ตัว

มองเผิน ๆ ก็จะคิดว่าต้องใช้สมการ แต่ที่จริงเด็ก ๆ แก้ได้โดย วาดรูป กลม ๆ 12 รูป ใส่ขา 2 ขาลงไปทุกรูปให้เป็นไก่ก่อน แล้วเติมขาให้ครบ 32 ขา ก็จะรู้จำนวนแมว หรืออีกวิธีคือ ตีตาราง สมมุติว่ามีแมว 1 ตัว ที่เหลือเป็นไก่ ขารวมเป็น 32 ไหม ถ้าไม่ใช่ก็ลองแมว 2 ตัว ไปเรื่อย ๆ

แล้วทำไมเด็กส่วนใหญ่บอกว่าข้อสอบแข่งขันยาก ทำไม่ได้ เกินหลักสูตร? เพราะไม่เคยมีประสบการณ์เจอโจทย์แปลก ๆ ที่ต้องคิดหลายชั้นค่ะ

ลงสนามสอบแข่งขัน เพื่ออะไร

ข้อสอบแข่งขันยาก ไม่เหมือนข้อสอบในโรงเรียน และเด็กที่เข้าสอบมีมากกว่าเพื่อนร่วมชั้นหลายเท่า — นี่คือข้อสอบในโลกแห่งความเป็นจริงค่ะ เหตุผลที่เหมือน ๆ กันของทุกบ้านที่ส่งลูกลงสนามคือ อยากให้ลูกเจอข้อสอบที่ยาก และวัดผลได้ดีกว่าการสอบในโรงเรียน

เด็กที่เทียบกันในโรงเรียนแล้วถือว่าเก่ง ออกมาเจอข้อสอบแข่งขันโดยไม่งัดความมุ่งมั่นออกมา ล้วนต้องชะงัก เก็บความมั่นใจไว้ แล้วกลับไปเตรียมตัวมาใหม่ — นี่คือแรงผลักดันที่ทรงพลังมาก ล้มครั้งแรกในสนามสอบแข่งขัน ดีกว่าไปล้มในสนามสอบเข้าโรงเรียนหรือสอบเข้ามหาวิทยาลัย

เด็ก ๆ จะได้เห็นว่าความขยัน ความทุ่มเท สร้างผลอย่างไรให้ตัวเขาเอง ไม่มีความสำเร็จไหนเกิดขึ้นถ้าไม่ลงมือทำ และบางครั้งความพยายามของเขาอาจไม่พอ เมื่อเจอคนที่พยายามมากกว่า เขาจะค่อย ๆ เรียนรู้ว่า “ทำวันนี้ให้ดีที่สุด” คือคำที่ปลอดภัยที่สุด เมื่อทำดีที่สุดแล้ว ผลจะเป็นอย่างไรก็ไม่ต้องเสียดาย — ใช้ได้กับทุกเรื่องในชีวิต

นอกจากอยากเจอโลกความจริง แต่ละบ้านก็อาจมีเหตุผลเพิ่มอีก

  • เช็คความถนัดของลูก — สนามแข่งมีหลายวิชา คณิต วิทย์ อังกฤษ หลัง ๆ เริ่มมีไทย สังคม ภาษาจีน ถนัดวิชาไหน คะแนนบอกได้คร่าว ๆ
  • เช็คพัฒนาการ ของสิ่งที่เรียนทั้งที่โรงเรียน ที่บ้าน หรือที่สถาบันติวในแต่ละปี ถ้าคะแนนพอใช้ได้ก็แสดงว่ามาถูกทาง ถ้าไม่ ก็จะได้รู้และปรับกัน
  • เช็คความสามารถในการแข่งขัน ถ้าวางแผนให้ลูกสอบเข้า ม.1 หรือ ม.4
  • น้อง ๆ ที่โตหน่อยอาจ ตัดสินใจสอบเอง เพื่อท้าทายตัวเอง

“ไม่มีแผน ทุกอย่างแล้วแต่ลูก” ได้ไหม

บางบ้านบอกว่าไม่มีแผน ทุกอย่างแล้วแต่ลูก — อย่าลืมนะคะ ในตอนเริ่มต้นลูกไม่รู้จักสนามสอบ ลูกไม่รู้ว่าถ้าอยากเก่งขึ้นต้องอ่านเพิ่มที่บ้าน ลูกไม่รู้ว่าวันข้างหน้าต้องเจอการแข่งขันในชีวิตจริงอีกหลายครั้ง และลูกอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพ่อแม่พร้อมจะสนับสนุนเขาเสมอ การสร้างแผนไว้จะช่วยลูกได้

แต่ก็มีบางบ้านที่รู้ข้อดีของสนามสอบแล้วก็เลือกไม่พาลูกเข้าสนามอยู่ดี เพราะเขามีแผนที่มั่นคงพอ มีเป้าหมายที่อาจเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับสายวิชาการก็ได้ และมีวินัยทำตามแผน จิตใจของพ่อแม่ก็มั่นคงตามไปด้วย

บางบ้านเห็นบ้านอื่นสอบก็เฮไปสอบตาม พอคะแนนออกมาไม่ดีก็เครียด กดดันกัน — นั่นก็เพราะไม่มีแผน จึงไม่ได้ปูพื้นฐานลูกมาตั้งแต่ต้น บางบ้านสอบตามคนอื่นแล้วคะแนนออกมาดี อันนี้น่าสนับสนุนต่อ แต่พ่อแม่ก็อาจหลงเข้าวังวนความหอมหวานของ “คะแนนสอบ” ได้ง่าย ๆ

ไม่ได้แปลว่าห้ามสอบตามคนอื่นนะคะ สอบได้ ดีด้วย แต่ต้องมั่นคงในเหตุผลก่อนว่า ส่งลูกไปสอบเพื่ออะไร ต้องการเห็นอะไรจากการสอบครั้งนี้ ถ้าสอบเพื่อเอาผลไปเทียบกับลูกบ้านอื่น หรือเพื่ออยากเห็นลูกได้คะแนนเยอะ ๆ — อันนี้ผิดทาง

สอบเสร็จแล้ว ใช้สนามสอบให้คุ้ม

สอบเสร็จ เปิดข้อสอบที่ได้กลับมา นั่งทบทวนด้วยกันกับลูก

  • พอใจไหม เพราะอะไร
  • จุดแข็งจุดอ่อนอยู่ตรงไหน
  • ทำอย่างไรถึงจะพัฒนาขึ้นได้อีก

แก้ปัญหาด้วยสติปัญญา แล้วเดินหน้าต่ออย่างมั่นคงไปให้ถึงเป้าหมาย — สนามสอบช่วยเราได้ตรงนี้ (ถ้าสนามนั้นให้ใบประเมินผลด้วย ดู วิธีอ่านใบประเมินผลให้เป็นแผนปีหน้า)

ผลสอบแข่งขัน ใส่พอร์ตได้ไหม

ใส่ได้ค่ะ และการแข่งขันยิ่งระดับสูงยิ่งเพิ่มน้ำหนักให้พอร์ต คล้ายการเข้าโรงเรียนด้วยโค⁠วต้าดนตรี กีฬา ความสามารถพิเศษ — ต้องมีความสามารถเป็นที่ประจักษ์ คือต้องอยู่ในการแข่งขันระดับที่สูงกว่าในโรงเรียน แต่ที่จริงเด็กที่มุ่งมั่นขนาดสร้างพอร์ตที่น่าสนใจได้ ก็คงมุ่งมั่นพอที่จะสอบตามเส้นทางปกติได้อยู่แล้วค่ะ

ไม่ลงสนามเลย ผิดไหม

ต้องยอมรับว่าการทำข้อสอบและคะแนนจากสนามแข่งเป็นตัวกระตุ้นที่พัฒนาเด็กได้ดี แต่อาจไม่เหมาะกับเด็กบางคน

  • เด็กที่ไม่ชอบเรียนรู้จากกระดาษ จากข้อสอบ แต่ชอบเรียนรู้จากของจริง
  • เด็กที่มองว่าโต๊ะทำโจทย์ไม่ใช่เซฟ⁠โซนของเขา
  • เด็กที่ไม่ชอบการติวเข้มข้น ไม่ชอบความกดดันจากข้อสอบยาก

โดยเฉพาะเด็กประถมต้น การสอบแข่งขันไม่จำเป็นเลยค่ะ หากจะสอบ เลือกสนามที่โจทย์ดี พัฒนาความคิดอย่างเป็นระบบ ปีละ 1–2 สนามก็พอ แล้ว ม.1 ม.4 อยากสอบเข้าที่ไหนค่อยติวเข้มกันอีกที

เด็กบางคนมีศักยภาพ ชอบสอบ สอบบ่อย ล่าเหรียญ สอบเพื่อทำลายขีดจำกัดตัวเอง — เด็กแบบนี้มีอยู่จริง เขาดูสอบได้สบาย ๆ ไม่มีดราม่า พื้นฐานหลายด้านน่าจะพร้อมจริง แต่ก็มีเด็กบางคนเจอข้อสอบยากครั้งแรกแล้วขอไม่สอบอีกเลย ต้องซ่อมแซมกันอยู่นาน

คำตอบไม่ตายตัว ขึ้นกับตัวเด็กเป็นหลักค่ะ

แล้วบ้านเราควรเริ่มยังไง

ครอบครัวที่คิดว่ามีแผนอยู่ในสายวิชาการ พร้อมสนับสนุนลูกช่วงติวก่อนสอบ และพร้อมช่วยวิเคราะห์ปรับปรุงด้วยกันหลังสอบ — ถ้าดูแล้วลูกสนใจ ลุยเลยค่ะ ถ้าน้องรู้สึกกลาง ๆ ไม่บวกไม่ลบ เชียร์ให้ลองสักครั้ง

เลือกสนามดี ๆ อาจเอาข้อสอบเก่าให้น้องดูก่อน ดูความยากง่าย จำนวนข้อ เวลาที่ให้ ดูฟีด⁠แบ็คจากบ้านที่สอบมาแล้ว ค่อยตัดสินใจเลือกด้วยกัน สนามที่บ้านเราเลือกคือสนามที่ ให้เอาข้อสอบกลับบ้าน เพราะกระดาษที่ได้คืนมาคือสิ่งเดียวที่เอามาติวต่อได้

สำคัญคือไม่กดดัน ไม่เอาคะแนนเป็นตัวตั้ง แค่ลองดูค่ะ — วันสอบของแต่ละสนามดูได้ที่ ปฏิทินสนามสอบแข่งขัน